แพทย์ไทย
วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2558
วันศุกร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2558
7 การแพทย์แห่งอนาคต ที่เอามาใช้ในปัจจุบัน โดย
น.พ.กฤษดา ศิรามพุช
ประเทศญี่ปุ่นกับตุรกีกำลังมีฝันยิ่งใหญ่ร่วมกันครับซึ่งถ้าสำเร็จจะเป็นประโยชน์แก่ชาวเอเชียทั้งทวีปด้วย โดยฝันที่ว่าก็คือการสร้างทางรถไฟเชื่อมกันระหว่างเอเชียกับยุโรปครับ
สองแผ่นดินทองก็จะคล้องเป็นแผ่นดินเดียวกันแนบแน่นยิ่งขึ้น
ตอนนี้ 2 ประเทศจับมือกันที่จะสานฝันนี้ครับ ซึ่งผมเชื่อว่าจะเป็นไปได้แน่เพราะสิ่งนี้ไม่ใช่เทคโนโลยีที่ไกลเกินเอื้อม
โดยเฉพาะสำหรับประเทศญี่ปุ่น
ผู้บริหารประเทศของทั้งสองชาติเห็นว่าแต่ละชาติก็เป็นดั่งปีกอันยิ่งใหญ่ที่ขนาบข้างทวีปเอเชีย ทางตุรกีก็มีแผ่นดินเชื่อมกับยุโรปทั้งทวีป ส่วนญี่ปุ่นก็เป็นดินแดนเก่าแก่แต่รุ่มรวยความไฮเทคชั้นนำของโลก
ฝันนี้จึงน่าติดตามดูกันครับ เราจะได้เห็นความสำเร็จอันน่าภาคภูมิใจของคนเอเชียด้วยกันในเวลาอันใกล้ ซึ่งสิ่งนี้เป็นเพราะแต่ละชาติต่างรู้สึกศักยภาพของตัวเอง รู้ดีว่าตัวเองสามารถที่จะพากเพียรอุตสาหะจนไปถึงจุดนั้นได้
ไม่ท้อถอยแล้วเอาแต่ฝัน
ไฮเทคอนาคตที่กำลังนำมาใช้ในปัจจุบัน
ความฝันที่ไม่ไกลเกินเอื้อม
ความฝันทางการแพทย์ที่เกิดขึ้นมาเป็นจริงได้ไม่ว่าจะการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ,การผ่าตัดด้วยหุ่นยนตร์ไปจนกระทั่งทำมนุษย์ให้เป็นไซบอร์ก(ครึ่งคนครึ่งหุ่นยนตร์)โดยมีส่วนของอวัยวะที่ทำงานได้เองดั่งหุ่นยนตร์เช่นแขนหุ่นในผู้ที่สูญเสียท่อนแขนเป็นต้น
สิ่งเหล่านี้ถ้าเอาไปเล่าให้กับคนสมัยก่อนฟังก็คงไม่แคล้วถูกมองอย่างงงงวยว่าเป็นนักฝันกลางวันแต่สิ่งสำคัญของมนุษย์ผู้ประสบความสำเร็จอยู่ตรงนี้ละครับ
คือความ “ไม่ท้อ” ที่มีสูงเหนือคนสามัญทั่วไป
มีอีกมากมายหลายเรื่องที่เราเองคงยังไม่รู้แต่ได้ดูความสำเร็จอันเป็นผลลัพธ์แล้วเท่านั้น คนคิดที่อยู่เบื้องหลังต้องฝ่าฟันเพื่อ “ฝัน” อย่างมหาศาล และหลายท่านไม่มีโอกาสได้เห็นความสำเร็จเพราะกว่าฝันนั้นจะเป็นจริงก็คือคนรุ่นต่อมาแล้วเท่านั้น
เราเป็นคนรุ่น “มีโชค” ครับ และเป็นโชคที่ดีแสนดีด้วยเพราะจะได้มีโอกาสเห็นความสำเร็จใหม่ๆทางการแพทย์ที่สมัยก่อนเป็นเพียงฝันได้เกิดขึ้นมาเพราะโลกยุคนี้มีเทคโนโลยีทางลัดที่ทำให้นักวิจัยไม่ต้องลองผิดลองถูกกันสาหัสเหมือนยุคก่อน
ซึ่งความสำเร็จสำคัญในยุคต่อไปจะมีดังต่อไปนี้ครับ
1) ปลูกถ่ายเซลล์ตับอ่อนในคนไข้เบาหวาน คนไข้เบาหวานมีเฮได้ครับ ผมได้สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญจากสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยเมื่อเร็วๆนี้ท่านว่าจะมีนวัตกรรมการรักษาเบาหวานด้วยการปลูกถ่ายเซลล์สร้างอินสุลินให้คนไข้ นอกจากนั้นก็ยังมีนวัตกรรมตับอ่อนเทียมที่กำลังศึกษากันอยู่ ซึ่งต่อไปก็น่าจะเป็นความจริงได้ครับ
2) การส่องกล้องผ่าตัดในอวัยวะที่หลากหลายขึ้น ปัจจุบันเทคโนโลยีส่องกล้องทันสมัยขึ้นมากด้วยระบบเส้นใยนำแสงที่ไฮเทคขึ้น ขนาดกล้องที่เป็นแท่งเล็กลงจึงทำให้การส่องกล้องสามารถซอกซอนเข้าไปในที่ที่เล็กแคบได้โดยไม่ต้องผ่าตัดเปิดเข้าไป ทำให้คนไข้ไม่ต้องอยู่โรงพยาบาลนานและแผลผ่าตัดหายเร็วขึ้น ตัวอย่างการผ่าตัดด้วยการส่องกล้องเช่น ผ่าตัดกระดูกต้นคอ,ผ่าตัดต่อมไทรอยด์ทางรักแร้,ผ่าตัดมดลูก หรือแม้แต่ผ่าตัดรักษาโรคอ้วนครับ
3) การฉายแสงรักษามะเร็งที่ตรงเฉพาะจุด เมื่อก่อนการฉายแสงมีความเสี่ยงที่เลี่ยงไม่ได้ต่ออวัยวะรอบข้างครับ เปรียบเหมือนกับการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ลงตรงจุดยุทธศาสตร์ที่เลี่ยงการทำลายล้างหมู่บ้านข้างๆไปไม่ได้ แต่ในอนาคตการฉายแสงจะตรงจุดมากขึ้นโดยเฉพาะในอวัยวะที่บอบบางอย่าง “ปอด” ก็จะไม่ได้รับผลกระทบมากเหมือนการฉายแสงรุ่นก่อน
4) การสแกนคอมพิวเตอร์ที่เห็นภาพชัดเหมือนส่องกล้อง ด้วยฝีมือคอมพิวเตอร์ระดับเทพที่ทำให้ดู “เสมือนจริง” ทั้งสมอง,หลอดเลือด,หัวใจและอวัยวะอื่นๆที่ดูราวกับมีมือวิเศษมาชำแหละให้เห็นถึงข้างในโดยที่คนไข้ไม่เจ็บปวดแต่อย่างใดเลย เชื่อว่าต่อไปจะมีส่วนช่วยในการวินิจฉัยได้อย่างน่าทึ่งครับ
5) ยาพุ่งเป้า ยารักษาโรคในยุคต่อไปจะทำให้ “เข้าล็อค” เหมือนกุญแจที่ตรงเข้าสวมกับแม่กุญแจได้ทันที ทำให้มีประสิทธิภาพสูงในการบำบัดโรค รักษามะเร็งตรงจุดที่มีปัญหา และที่สำคัญคือไม่ไปรบกวนอวัยวะข้างเคียงให้ต้องได้รับผลกระทบไปด้วย
6) นาโนเทคโนโลยีดูดซึมยา อาทิ วิตามินนาโน,ครีมนาโนและเครื่องสำอางค์นาโน ที่จะใช้ประโยชน์จากความเล็กจิ๋วของอนุภาคพิเศษเพื่อ “ดึง” ยาเข้าไปให้ดูดซึมได้ดียิ่งกว่ายาแบบเดิมๆ โดยอนุภาคนาโนจะทำให้เข้าไปอยู่ในน้ำก็ได้หรือไขมันก็ได้ เรียกว่าพาขึ้นเขาลงห้วยสะเทินน้ำสะเทินบกได้หมดทุกสภาพการณ์
7) เวชศาสตร์อายุรวัฒน์ ศาสตร์การแพทย์แผนปัจจุบันที่ให้คนไข้มีส่วนร่วมในการรักษา เน้นรักษาทั้งร่างกายไม่แยกอวัยวะ โดยเน้นการใช้ยาอย่างมีเหตุผลและให้คนรักษาโรคง่ายๆด้วยตัวเองเบื้องต้นก่อนด้วยหลักที่ครอบคลุมทั้งกาย,ใจและจิตวิญญาณอย่างเป็นระบบมีการศึกษาวิจัยรองรับ(Evidence based)ซึ่งในปัจจุบันมีการเรียนการสอนอยู่ในมหาวิทยาลัยชั้นนำของรัฐ
สุดท้ายนี้ขอย้ำกับท่านที่รักอีกทีนะครับว่าไฮเทคทั้งหลายเหล่านี้ที่ว่ามาอยู่ในขั้นที่ “เกินฝัน” บนแผ่นกระดาษแล้วนะครับ มีงานวิจัยที่รองรับอย่างแน่นหนา กำลังที่จะออกมาเป็นความจริงให้เราสัมผัสได้ บางอย่างเหลือแค่ตบแต่งขั้นสุดท้ายให้เหมาะกับการใช้งานจริงที่ไม่ติดกับทฤษฏี
ที่สำคัญคืองานที่เป็นดั่งฝันพวกนี้ไม่ได้เกิดจากมันสมองของคนคนเดียวครับแต่เป็นกลุ่มเพื่อนมนุษย์ที่มีความฝันร่วมกันและพร้อมจะฝ่าฟันไปด้วยกันอย่างไม่ย่อท้อ
ขอแค่พวกเราไม่ทอดทิ้งกัน
คิดค้นเพื่อชีวิต พลาสติกเพื่อวงการแพทย์
เอสซีจี เคมิคอลส์ ดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) มาอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อมุ่งหวังให้ผู้คนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งการสร้างสังคมและธุรกิจให้เติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืนนั้น บริษัทได้ให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา (R&D) เป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นตัวขับเคลื่อนที่ก่อให้เกิดนวัตกรรมต่างๆ ทั้งสินค้าและบริการ
โดย คุณยุทธนา เจียมตระการ กรรมการผู้จัดการบริษัทเอสซีจี เพอร์ฟอร์มานซ์ เคมิคอลส์ จำกัด ในเอสซีจี เคมิคอลส์ได้ขยายความเพิ่มเติมในส่วนนี้"นโยบายของรัฐบาลอยากให้ประเทศไทยเป็น Medical Hub ซึ่งเรามีโรงพยาบาลที่ดี มีแพทย์ที่เก่ง มีพยาบาลที่มีจิตใจให้บริการ สิ่งที่ขาดคืออุปกรณ์ทางการแพทย์และยารักษาโรค ในส่วนที่เอสซีจี เคมิคอลส์จะเข้าไปมีบทบาทแล้วทำให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศ คือ เข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาเพื่อให้เกิดวัสดุอุปกรณ์ทางด้านการแพทย์ขึ้นมาในประเทศหากสามารถลดต้นทุนทางด้านอุปกรณ์ได้ ด้วยงบประมาณเท่าเดิมจะทำให้เข้าถึงคนในวงกว้างได้มากขึ้น ทำให้สังคมไทยดีขึ้นในระยะยาว" หลายคนอาจสงสัยว่าพลาสติกที่นำมาใช้ในการแพทย์ต่างจากพลาสติกทั่วไปหรือไม่ รวมถึงอาจไม่แน่ใจว่าพลาสติกจะสามารถทดแทนและมีคุณภาพด้านความปลอดภัยเทียบเท่าวัสดุทางการแพทย์อื่นๆ ได้อย่างไรคุณยุทธนา ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ดังนี้ ความแตกต่างของพลาสติกสำหรับวงการแพทย์กับพลาสติกประเภทอื่นแบ่งออกเป็น 3 ด้านคือ ด้านผลิตภัณฑ์ (Product) จุดที่แตกต่างจากพลาสติกประเภทอื่นก็คือ ทั้งกระบวนการผลิตต้องสะอาด ปลอดเชื้อ เพราะงานด้านการแพทย์เป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิตคน การออกแบบสูตรการผลิตจึงมีความพิเศษอย่างมาก เพราะต้องสามารถผ่านการฆ่าเชื้อ (Sterilization)ได้หลายรูปแบบ ได้แก่ การฆ่าเชื้อด้วยไอน้ำความดันสูง (ต้ม) การฆ่าเชื้อด้วยสารเคมี ได้แก่ ก๊าซเอททิลีน ออกไซด์ และการฆ่าเชื้อด้วยรังสีแกมม่าซึ่งเม็ดพลาสติกของเอสซีจี เคมิคอลส์ สามารถผ่านการฆ่าเชื้อในระดับสูงสุดที่มีอยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ เม็ดพลาสติกชนิดพิเศษนี้ ยังต้องสามารถนำไปขึ้นรูปและผลิตเป็นเครื่องมือแพทย์ได้จริง
นี่คือความท้าทายของเอสซีจี เคมิคอลส์ ที่ได้ก้าวสู่ความเป็นผู้นำในธุรกิจเคมีภัณฑ์ด้วยการสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านสินค้าและบริการเพื่อประโยชน์สูงสุดของลูกค้า ถือเป็นครั้งแรกในอาเซียนที่ผู้ผลิตพลาสติกและเคมีภัณฑ์ได้นำร่องอุตสาหกรรมพลาสติกสู่ความเป็น Creative Plastic นี่จึงเป็น
ก้าวสำคัญที่เอสซีจี เคมิคอลส์มุ่งหวังให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมพลาสติกเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนต่อไป
| โดยหนึ่งในนวัตกรรมที่เอสซีจี เคมิคอลส์ ทุ่มเทพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง คือ นวัตกรรมพลาสติก เพื่อวงการแพทย์ (Medical Plastics) ซึ่งก่อ ประโยชน์วงกว้างกับสังคม ช่วยให้คุณภาพชีวิตของ ผู้คนดีขึ้นเข้าถึงการรักษาได้ทั่วถึงและสะดวกยิ่งขึ้น เพราะเครื่องมือแพทย์ที่ทำจากพลาสตกิ มีราคา ถูกลงเมื่อเทียบกบั วัสดุอื่นๆและยังทำให้ขนส่ง ได้สะดวกไม่แตกหักเสียหายระหว่างการขนส่ง จึงไม่เป็นปัญหาสำหรับพื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร เช่น ขวดน้ำเกลือแบบแขวน, ถุงเลือด และ หลอดฉีดยานอกจากนี้ยังเพิ่มความสะดวกสบาย ให้กับผู้ป่วยและผู้ใช้งาน เช่น ชุดถุงฟอกไต สำหรับผู้ป่วยโรคไต ซึ่งในอนาคตคนไข้ สามารถทำได้ที่บ้านโดยไม่ต้องเดินทางไป โรงพยาบาลนอกจากนวัตกรรมพลาสติกจะช่วยให้ คุณภาพชีวิตของผู้คนในสังคมดีขึ้นแล้ว ในภาคเศรษฐกิจก็ได้รับประโยชน์ด้วยเช่นกัน เพราะช่วยให้ประเทศไทยลดการพึ่งพาการนำเข้า เม็ดพลาสติกและอุปกรณ์ทางการแพทย์จากต่างประเทศได้ | ||
|
ด้านเทคโนโลยี (Technology) ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง (Advanced Technology) ซึ่งเอสซีจี เคมิคอลส์ ได้ทุ่มเทเรื่องการวิจัยและพัฒนาสำหรับพลาสติกเพื่อการแพทย์เป็นอย่างมาก และด้านการควบคุม คุณภาพในการบริหารจัดการตลอดกระบวนการผลิต ต้องผ่านมาตรฐานคุณภาพที่เป็นขั้นกว่าของ GMP (Good Manufacturing Practices) ได้แก่ ISO 13485 ที่มีกระบวนการตรวจสอบคุณภาพอย่าง เข้นข้นในทุกขั้นตอน เพื่อดูแลเรื่องการปนเปื้อน ซึ่งเอสซีจี เคมิคอลส์ เป็นผู้ผลิตเม็ดพลาสติกรายแรก และรายเดียวในเอเชียที่ใช้กระบวนการผลิต ISO 13485 เนื่องจากคำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุดของ ผู้ใช้งานหรือคนไข้นั่นเองนอกจากนวัตกรรมพลาสติกเพื่อวงการแพทย์ซึ่งออกสู่ตลาดจริงแล้ว เอสซีจี เคมิคอลส์ ก้าวไปอีกขึ้นด้วยการพัฒนานวัตกรรมทางด้านบริการ (Innovative Service) โดยก่อตั้งหน่วยงาน Design Catalyst by SCG Chemicals เพื่อให้บริการด้านการออกแบบและ เลือกใช้วัสดุพลาสติกให้เหมาะสมกับงานแต่ละประเภท ถือเป็นหนึ่งในบริการที่แตกต่างจาก ผู้ผลิตในอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์รายอื่นๆ และถือเป็นผู้ผลิตรายแรกในอาเซียนที่ให้บริการทาง ด้านนี้อย่างจริงจัง ตัวอย่างเช่น เครื่องมือผ่าตัดโรคพังผืดรัดเส้นประสาทข้อมือ (MiniSURE Kit) ซึ่งทีม Design Catalyst สามารถตอบสนองความต้องการของนวัตกรและบริษัทจัดจำหน่าย เครื่องมือทางการแพทย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพจนสามารถเปลี่ยนวัสดุของเครื่องมือผ่า ตัดชิ้นนี้จากสแตนเลสเป็นพลาสติกจนประสบความสำเร็จ ซึ่งนอกจากจะสามารถลดต้นทุนการผลิต และลดค่าใช้จ่ายการผ่าตัดแต่ละครั้งแล้ว ยังช่วยลดขนาดของบาดแผล และลดเวลาการผ่าตัดลง จากเดิมประมาณ 1 ชั่วโมง เหลือเพียงแค่ 8 นาทีเท่านัน้ ปัจจุบันโรงพยาบาลชั้นนำทั่วประเทศนำไป ใชง้ านจริงในห้องผ่าตัด และเตรียมวางจำหน่ายในต่างประเทศเร็วๆ นี้ ถือเป็นสินค้านวัตกรรมทาง การแพทย์ของไทยชิ้นแรกที่ก้าวสู่สากล และได้รับรางวัลระดับโลก จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์อีกด้วย
|
ก้าวสำคัญที่เอสซีจี เคมิคอลส์มุ่งหวังให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมพลาสติกเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนต่อไป
เครื่องไตเทียม
ความรู้เรื่องโรคไต
การฟอกเลือด หมายถึงนำเลือดออกจากร่างกายผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง ผ่านเข้าเครื่องไตเทียม แล้วให้เครื่องทำการฟอกเลือดเหมือนกับไตที่ทำหน้าที่ตามปกติ โดย ปกติแล้วไตมีหน้าที่หลักๆ คือ กำจัดของเสีย และปรับระดับเกลือแร่รวมทั้งสมดุลของสารน้ำในร่างกาย เมื่อเครื่องไตเทียมทำหน้าที่ฟอกเลือดแล้ว จึงนำเลือดกลับเข้าสู่ร่างกายผู้ป่วยในระบบที่ปราศจากการปนเปื้อน
เครื่องไตเทียม (หรืออาจเรียกว่า "เครื่องฟอกเลือด")
ใช้ ตัวกรองช่วยทำให้เลือดสะอาด อีกทั้งยังช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนของเสีย เกลือแร่ ระหว่างเลือดกับน้ำยาฟอกเลือด ในขณะที่เลือดไหลผ่านตัวกรอง ซึ่งมีลักษณะเป็นหลอดเล็กๆ เหมือนหลอดเลือดฝอยที่มีรูขนาดเล็กมากๆ อยู่ที่ผนังของหลอด และมีน้ำยาฟอกเลือดไหลผ่านอยู่ด้านนอกเลือดของเสียที่มีระดับสูงในเลือดจะ เคลื่อนผ่านผนังของตัวกรองเข้าไปอยู่ในน้ำยาฟอกเลือด
ทำให้ระดับของเสีย ในเลือดลดลงส่วนน้ำและเกลือแร่จะมีการเคลื่อนผ่านผนังของตัวกรอง ทำให้ระดับของเกลือแร่และดุลของสารน้ำในร่างกายเป็นปกติ
ประโยชน์ที่ได้รับจากเครื่องไตเทียม
อาการอันเกิดจากการคั่งของเกลือ และของน้ำ ได้แก่ อาการบวม หอบ เหนื่อย นอนราบไม่ได้ จะดีขึ้นอย่างรวดเร็ว เห็นได้ภายใน 1 - 2 วัน ความดันโลหิตที่สูงอยู่ก่อนจะลดลงและควบคุมได้ดีขึ้น หากมีภาวะหัวใจล้มเหลว อาการจะดีขึ้นอย่างชัดเจนภายใน 1 - 3 วัน อาการหอบเหนื่อย อันเกิดจากเลือดเป็นกรด จะดีขึ้นอย่างรวดเร็วภายในเวลา 1 - 3 วัน ส่วนอาการอันเกี่ยวข้องกับระบบประสาท ได้แก่ มึนงง สับสน ไม่รู้สติ กระตุก หรือชัก รวมทั้งอาการของระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ อาการคลื่นไส้ อาเจียนเบื่ออาหารจะดีขึ้นภายใน 2 - 4 วัน
การฟอกเลือดทำอย่างไร?
เริ่ม ต้นโดยแทงเข็มเข้าสู่เส้นเลือดพิเศษที่ต้องเตรียมไว้ก่อน ส่วนใหญ่นิยมใช้เส้นเลือดที่บริเวณแขน หลังจากที่ได้แทงเข็มเรียบร้อยแล้วจึงต่อเข้ากับท่อเพื่อนำเลือดไปยังตัว กรองเมื่อเลือดผ่านไปยังตัวกรอง ซึ่งมีลักษณะทรงกระบอกและมีเส้นใยเล็กๆ อยู่ภายใน ที่บริเวณตัวกรองนี้ เลือดของผู้ป่วยจะมีการแลกเปลี่ยนสารกับยาชนิดพิเศษโดยสารที่มีความเข้มข้น ภายในร่างกาย ได้แก่ของเสียต่างๆ เคลื่อนที่ไปยังน้ำยา และเกิดการแลกเปลี่ยนของเกลือแร่ต่างๆ จนเข้าสู่ภาวะมสมดุลเยื่อกรองในตัวกรองสร้างจากสารสังเคราะห์พิเศษ ซึ่งทำให้เม็ดเลือดต่างๆ รวมทั้งโปรตีนไม่เสียออกไปจากร่างกาย หลังจากที่เลือดได้ผ่านการทำให้สะอาดแล้ว รวมทั้งมีการทำให้แร่ธาตุต่างๆ สมดุลแล้ว เครื่องจะนำเลือดที่ดีกลับเข้าสู่ผู้ป่วย เพื่อให้เลือดผู้ป่วยมีความเข้มข้นของบรรดาของเสียต่างๆ ลดลง โดยทั่วไปกระบวนการฟอกเลือดใช้เวลาครั้งละ 4 - 5 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 2 - 3 ครั้ง เนื่องจากต้องใช้เครื่องไตเทียมในการฟอกเลือดทุกครั้งจึงต้องทำที่โรงพยาบาล หรือศูนย์ไตเทียม โดยมีพยาบาลและเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญดูแลอย่างใกล้ชิด
อาการที่อาจเกิดขึ้นได้ที่ควรทราบในการฟอกเลือด 2 - 3 ครั้งแรก ผู้ป่วยอาจยังไม่คุ้นเคยกับการรักษา อาจมีอาการปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว เป็นตะคริว และคลื่นไส้อาเจียนได้ อาการเหล่านี้จะน้อยลงเมื่อร่างกายชินต่อการฟอกเลือดแล้ว อาจพบว่าผู้ป่วยมีความดันโลหิตต่ำ สาเหตุที่พบบ่อย คือ การดึงน้ำออกจากร่างกายเร็วหรือมากเกินไป เลือดไหลผ่านตัวกรองในอัตราที่สูงเกินไป โรคหัวใจและหลอดเลือดของผู้ป่วย การรับประทานยาลดความดันโลหิตก่อนมาฟอกเลือด ส่วนประกอบของน้ำยาฟอกเลือด และปฏิกิริยาจากตัวกรองเลือด การป้องกัน คือ พยายามอย่าให้ น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเกิน 1 กิโลกรัมต่อวัน งดยาลดความดันโลหิตมื้อก่อนเข้าเครื่องฟอกเลือด (แพทย์เป็นผู้กำหนด) ปรับการดึงน้ำ ปรับน้ำยาฟอกเลือด และเลือดชนิดของตัวกรองให้เหมาะสม เกิดเป็นตะคริว เนื่องจากดึงน้ำออกจากร่างกายเร็ว หรือมากเกินไป สามารถป้องกันได้โดยควบคุมน้ำหนักตัว รวมถึงปรับการฟอกเลือด และน้ำยาฟอกเลือดให้เหมาะสม บางครั้งพบว่าความดันโลหิตสูง ซึ่งเกิดจากโรคความดันโลหิตสูง ที่มีอยู่เดิม น้ำหนักเพิ่มมากเกินไป หรือการงดยาลดความดันโลหิตก่อนมาฟอกเลือด
วิธีป้องกัน คือ พยายามควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้เพิ่มมากขึ้น 1 กิโลกรัมต่อวัน สำหรับการรับประทานยาลดความดันโลหิตก่อนการฟอกเลือด และปรึกษาแพทย์ผู้ให้การรักษาก่อน หากพบว่าหัวใจเต้นผิดปกติ สาเหตุมักเกิดจากโรคหัวใจ ที่ผู้ป่วยเป็นอยู่เดิม ระดับเกลือแร่ในเลือดผิดปกติ ในผุ้ป่วยที่ได้รับยาโรคหัวใจดิจิตาลิส จึงควรรักษาโรคหัวใจที่เป็นอยู่ร่วมด้วย ป้องกันไม่ให้ระดับเกลือแร่ในเลือดผิดปกติ โดยควบคุมอาหาร และรับประทานยาตามที่แพทย์แนะนำ หากพบว่าไข้ขึ้นสูง อาจเกินจากการปนเปื้อนของท๊อกซินหรือการติดเชื้อ การป้องกัน คือ การปฏิบัติตามมาตรฐานการฟอกเลือด ซึ่งรวมถึงการเตรียมน้ำยาและอุปกรณ์ต่างๆ นอกจากนี้อาจพบปฏิกิริยาจากตัวกรอง ซึ่งมีได้ตั้งแต่อาการเป็นน้อย คือ ปวดหลัง และเจ็บหน้าอก หรืออาจมีอาการมากจนกระทั่งมีอาการเหนื่อย หอบ เกิดจากปฏิกิริยาของเลือดผู้ป่วยกับสารที่ใช้ทำตัวกรอง แนวทางการป้องกันคือ เลือกชนิดตัวกรองที่เหมาะสม พบว่าการใช้ตัวกรองซ้ำช่วยลดการเกิดปฏิกิริยาดังกล่าวได้เช่นกัน ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ
วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2558
ข้าวเย็บแผล - นวัตกรรมทางการแพทย์แห่งโลกอนาคต
นวัตกรรมทางการแพทย์แห่งโลกอนาคต
ทีมวิจัย มช. คิดค้น ”ข้าวเย็บแผล”ซึ่งเป็นเส้นใยสำหรับเย็บแผลจากแป้งข้าวเจ้าชนิดย่อยสลาย
ได้ด้วยวิธีการตามธรรมชาติ เพิ่มคุณสมบัติแรงดึงยืด ความทนทานน้ำ ด้วยผงนาโนคาร์บอนจาก
กะลามะพร้าว ให้เส้นใยสีดำเพื่อช่วยให้ศัลยแพทย์แยกแยะออกได้ง่ายเมื่อปะปนกับเลือดภายในเนื้อเยื่อ
ระหว่างผ่าตัด หวังสร้างผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยทรัพยากรข้าวของไทย
โดยฝีมือคนไทย เพื่อประชาชนไทย

รศ.นพ.สิทธิพร บุณยนิตย์ หัวหน้าโครงการวิจัย “วัสดุเย็บแผลชนิดย่อยสลายได้ผลิตจากแป้งข้าวเจ้า”
(Absorbable Suture Made From Rice Starch) จากภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ และ
หน่วยวิจัยชีววัสดุและเครื่องมือแพทย์ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า
ข้าว คือจิตวิญญาณของคนไทย ถึงแม้ประเทศไทยจะไม่ใช่ผู้ผลิตข้าวอันดับหนึ่งของโลก แต่ประเทศไทยก็มักจะ
เป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับหนึ่งของโลกอยู่เสมอมา ส่วนใหญ่ไทยส่งออกข้าวในรูปข้าวสารซึ่งมีราคาต่ำที่สุดของห่วงโซ่
มูลค่า วิธีการหนึ่งที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้าวไทยคือการปรุงแต่งข้าวให้เป็นผลิตภัณฑ์ทางอุตสาหกรรม โดยเฉพาะ
วัสดุทางการแพทย์ที่มีราคาสูง ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ทางเทคโนโลยีชั้นสูงที่ประเทศไทยต้องนำเข้าเป็นส่วนใหญ่
ในปี 2550 ประเทศไทยนำเข้าเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์การแพทย์เป็นจำนวนเงินประมาณ 90,000 ล้านบาท
ไม่นับรวมเวชภัณฑ์ทางการแพทย์และเภสัชกรรม อีกกว่า 60,000 ล้านบาท
คณะผู้วิจัยมีเป้าประสงค์เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ขึ้นเองในประเทศ สำหรับประชาชนชาวไทย
โดยการใช้เทคโนโลยีต้นทุนต่ำ ด้วยทรัพยากรธรรมชาติหลักของประเทศไทย และคาดหวังที่จะสร้างสรรค์
นวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ที่สามารถจดสิทธิบัตรได้
ทีมวิจัยจึงได้คิดค้น ”ข้าวเย็บแผล” หรือ วัสดุเย็บแผลชนิดย่อยสลายได้ผลิตจากแป้งข้าวเจ้าขึ้น โดยเป็นวัสดุเย็บ
-แผลแบบเส้นใยเดี่ยว ที่ได้ปรับปรุงสมบัติเชิงกลของแผ่นฟิล์มโพลิเมอร์แป้งข้าวเจ้าให้ดีขึ้นจากการผสมสารตัวช่วย
ด้แก่ เจลาติน คาร์บอกซีเมทธิลเซลลูโลส และผงคาร์บอนขนาดนาโนเมตร โดยคณะผู้วิจัยได้พัฒนาวิธีบดโม่แบบ
-สั่นสะเทือนเพื่อผลิตผงนาโนคาร์บอนจากกะลามะพร้าว ทำให้ได้ผงนาโนคาร์บอนปริมาณมากต่อครั้งด้วยราคาไม่แพง
และมีความบริสุทธิ์สูง จากการทดสอบความแกร่งทางแรงดึง แสดงให้เห็นชัดเจนว่าการเติมผงนาโนคาร์บอน
สามารถช่วยปรับปรุงสมรรถภาพความทนทานน้ำและความแกร่งให้กับแผ่นฟิล์มโพลิเมอร์แป้งข้าว ซึ่งพบว่า
เส้นใยเย็บแผลจากแป้งข้าวเจ้าที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 มม. สามารถยกขวดบรรจุน้ำหนักมากกว่า 400 กรัม
นอกจากนั้นสีดำของผงนาโนคาร์บอนยังช่วยให้ศัลยแพทย์สังเกตแยกแยะออกได้ง่ายเมื่อต้องปะปนกับเลือดภายใน
-เนื้อเยื่อระหว่างผ่าตัดอีกด้วย

สำหรับขั้นตอนการประดิษฐ์เป็นวิธีที่เรียบง่าย ได้แก่ การผสมวัตถุดิบในน้ำร้อนแล้วอบแห้งในเตาไฟฟ้า
ผลิตภัณฑ์สุดท้ายจะถูกตรวจวิเคราะห์สมบัติเชิง เคมีฟิสิกส์ การจับถือ และชีววิทยา ซึ่งแสดงให้เห็นว่า
ข้าวเย็บแผลมีสมบัติที่เหมาะสมจะเป็นวัสดุเย็บแผล กล่าวคือ สามารถคงรูปเมื่ออยู่ในน้ำ มีค่าแรงดึงยืดขนาด
-สูงข้าวเย็บแผลยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เนื่องจากผลิตจากวัสดุที่ไม่เป็นพิษด้วยวิธีการที่ไม่สลับซับซ้อน
จึงสามารถถูกย่อยสลายได้ง่ายด้วยวิธีการตามธรรมชาติและไม่มีผลข้างเคียงชนิดร้ายแรง

รศ.นพ.สิทธิพร บุณยนิตย์ กล่าวเพิ่มเติมถึง แผนงานในอนาคตว่า ขั้นตอนต่อไปของการประดิษฐ์คือ
การบีบอัดและฉีดให้เป็นเส้นใย การติดเข็มเย็บ การทดสอบความเข้ากันได้ในสิ่งมีชีวิตและการใช้งานจริงทาง
สัตว์ทดลองและทางคลินิก ซึ่งคาดว่าหากโครงการวิจัย “วัสดุเย็บแผลชนิดย่อยสลายได้ผลิตจากแป้งข้าวเจ้า”
สามารถนำไปใช้ได้อย่างแพร่หลายในอนาคตจะส่งผลดีทั้งต่อวงการวิทยาศาสตร์ วงการแพทย์
ตลอดจนการพัฒนาทางเศรษฐกิจของไทย โดยในทางวิทยาศาสตร์นั้น จะก่อให้เกิดนวัตกรรมชีววัสดุ เป็นการพัฒนา
นวัตกรรมเทคโนโลยีการประดิษฐ์ที่มีต้นทุนต่ำ และเกิดการปฏิรูปงานวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทย
สำหรับในทางการแพทย์ วัสดุเย็บแผลชนิดย่อยสลายได้ผลิตจากแป้งข้าวเจ้า นับเป็นการพัฒนาวัสดุเย็บแผลชนิดใหม่
ที่มีราคาถูก เป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังเกิดการจดสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์
ทางการแพทย์ของไทย ในด้านของผลดีทางเศรษฐกิจนั้น นับว่าผลงานวิจัยชั้นนี้ เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ
ข้าวเจ้าไทย ให้เกิดผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ของประเทศไทย
จากฝีมือนักวิจัยไทย เพื่อช่วยลดการนำเข้า
ตลอดจนช่วยส่งเสริมการส่งออกผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ของ
-ประเทศไทยในอนาคต
และนับเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ผลงานวิจัย
“วัสดุเย็บแผลชนิดย่อยสลายได้ผลิตจาก
แป้งข้าวเจ้า” นี้ ได้รับการประกาศเกียรติคุณรางวัลชนะเลิศ
การประกวดบทความทางการแพทย์ ในหัวข้อนวัตกรรมใหม่
ของไหมเย็บแผลแห่งโลกอนาคตระดับประเทศ เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2551 ซึ่งจัดโดยบริษัทบี.บราวน์
(ประเทศไทย) จำกัด และเป็นตัวแทนของประเทศไทยเข้าไปประกวดระดับนานาชาติ ในหัวข้อ
“The Future of Sutures” (FUSU) ณ สำนักงานใหญ่ของ Aesculap Academy กรุงเบอร์ลิน
- ประเทศเยอรมันนีต่อไป
นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังได้วิจัยพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ที่เกี่ยวข้องกับข้าวเจ้าอีกหลายผลงาน อาทิ
ก้อนพรุนแบบอ่อนนุ่มสำหรับใช้ทดแทนกระดูกมนุษย์ผลิตจากข้าวเจ้าผสมกระดูกวัว แผ่นไฮโดรเจลที่มีฤทธิ์กรดผลิตจาก
ข้าวเจ้าสำหรับห้ามเลือดในงานผ่าตัด แผ่นฟองข้าวเจ้าที่อุ้มน้ำได้ปริมาณมากสำหรับใช้ห้ามเลือดในงานผ่าตัด
ซึ่งได้รับรางวัลเหรียญทอง ในสาขาสุขภาพ จากโครงการประกวดผลงานสิทธิบัตรการประดิษฐ์เพื่อเฉลิมพระเกียรติ
“ราชันแห่งปัญญา พัฒนาไทยให้ยั่งยืน” ซึ่งจัดโดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อ
เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสที่พระองค์ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา
- เมื่อปี 2550 ที่ผ่านมาด้วย.
ได้ด้วยวิธีการตามธรรมชาติ เพิ่มคุณสมบัติแรงดึงยืด ความทนทานน้ำ ด้วยผงนาโนคาร์บอนจาก
กะลามะพร้าว ให้เส้นใยสีดำเพื่อช่วยให้ศัลยแพทย์แยกแยะออกได้ง่ายเมื่อปะปนกับเลือดภายในเนื้อเยื่อ
ระหว่างผ่าตัด หวังสร้างผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยทรัพยากรข้าวของไทย
โดยฝีมือคนไทย เพื่อประชาชนไทย
รศ.นพ.สิทธิพร บุณยนิตย์ หัวหน้าโครงการวิจัย “วัสดุเย็บแผลชนิดย่อยสลายได้ผลิตจากแป้งข้าวเจ้า”
(Absorbable Suture Made From Rice Starch) จากภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ และ
หน่วยวิจัยชีววัสดุและเครื่องมือแพทย์ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า
ข้าว คือจิตวิญญาณของคนไทย ถึงแม้ประเทศไทยจะไม่ใช่ผู้ผลิตข้าวอันดับหนึ่งของโลก แต่ประเทศไทยก็มักจะ
เป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับหนึ่งของโลกอยู่เสมอมา ส่วนใหญ่ไทยส่งออกข้าวในรูปข้าวสารซึ่งมีราคาต่ำที่สุดของห่วงโซ่
มูลค่า วิธีการหนึ่งที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้าวไทยคือการปรุงแต่งข้าวให้เป็นผลิตภัณฑ์ทางอุตสาหกรรม โดยเฉพาะ
วัสดุทางการแพทย์ที่มีราคาสูง ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ทางเทคโนโลยีชั้นสูงที่ประเทศไทยต้องนำเข้าเป็นส่วนใหญ่
ในปี 2550 ประเทศไทยนำเข้าเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์การแพทย์เป็นจำนวนเงินประมาณ 90,000 ล้านบาท
ไม่นับรวมเวชภัณฑ์ทางการแพทย์และเภสัชกรรม อีกกว่า 60,000 ล้านบาท
คณะผู้วิจัยมีเป้าประสงค์เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ขึ้นเองในประเทศ สำหรับประชาชนชาวไทย
โดยการใช้เทคโนโลยีต้นทุนต่ำ ด้วยทรัพยากรธรรมชาติหลักของประเทศไทย และคาดหวังที่จะสร้างสรรค์
นวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ที่สามารถจดสิทธิบัตรได้
ทีมวิจัยจึงได้คิดค้น ”ข้าวเย็บแผล” หรือ วัสดุเย็บแผลชนิดย่อยสลายได้ผลิตจากแป้งข้าวเจ้าขึ้น โดยเป็นวัสดุเย็บ
-แผลแบบเส้นใยเดี่ยว ที่ได้ปรับปรุงสมบัติเชิงกลของแผ่นฟิล์มโพลิเมอร์แป้งข้าวเจ้าให้ดีขึ้นจากการผสมสารตัวช่วย
ด้แก่ เจลาติน คาร์บอกซีเมทธิลเซลลูโลส และผงคาร์บอนขนาดนาโนเมตร โดยคณะผู้วิจัยได้พัฒนาวิธีบดโม่แบบ
-สั่นสะเทือนเพื่อผลิตผงนาโนคาร์บอนจากกะลามะพร้าว ทำให้ได้ผงนาโนคาร์บอนปริมาณมากต่อครั้งด้วยราคาไม่แพง
และมีความบริสุทธิ์สูง จากการทดสอบความแกร่งทางแรงดึง แสดงให้เห็นชัดเจนว่าการเติมผงนาโนคาร์บอน
สามารถช่วยปรับปรุงสมรรถภาพความทนทานน้ำและความแกร่งให้กับแผ่นฟิล์มโพลิเมอร์แป้งข้าว ซึ่งพบว่า
เส้นใยเย็บแผลจากแป้งข้าวเจ้าที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 มม. สามารถยกขวดบรรจุน้ำหนักมากกว่า 400 กรัม
นอกจากนั้นสีดำของผงนาโนคาร์บอนยังช่วยให้ศัลยแพทย์สังเกตแยกแยะออกได้ง่ายเมื่อต้องปะปนกับเลือดภายใน
-เนื้อเยื่อระหว่างผ่าตัดอีกด้วย
สำหรับขั้นตอนการประดิษฐ์เป็นวิธีที่เรียบง่าย ได้แก่ การผสมวัตถุดิบในน้ำร้อนแล้วอบแห้งในเตาไฟฟ้า
ผลิตภัณฑ์สุดท้ายจะถูกตรวจวิเคราะห์สมบัติเชิง เคมีฟิสิกส์ การจับถือ และชีววิทยา ซึ่งแสดงให้เห็นว่า
ข้าวเย็บแผลมีสมบัติที่เหมาะสมจะเป็นวัสดุเย็บแผล กล่าวคือ สามารถคงรูปเมื่ออยู่ในน้ำ มีค่าแรงดึงยืดขนาด
-สูงข้าวเย็บแผลยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เนื่องจากผลิตจากวัสดุที่ไม่เป็นพิษด้วยวิธีการที่ไม่สลับซับซ้อน
จึงสามารถถูกย่อยสลายได้ง่ายด้วยวิธีการตามธรรมชาติและไม่มีผลข้างเคียงชนิดร้ายแรง
รศ.นพ.สิทธิพร บุณยนิตย์ กล่าวเพิ่มเติมถึง แผนงานในอนาคตว่า ขั้นตอนต่อไปของการประดิษฐ์คือ
การบีบอัดและฉีดให้เป็นเส้นใย การติดเข็มเย็บ การทดสอบความเข้ากันได้ในสิ่งมีชีวิตและการใช้งานจริงทาง
สัตว์ทดลองและทางคลินิก ซึ่งคาดว่าหากโครงการวิจัย “วัสดุเย็บแผลชนิดย่อยสลายได้ผลิตจากแป้งข้าวเจ้า”
สามารถนำไปใช้ได้อย่างแพร่หลายในอนาคตจะส่งผลดีทั้งต่อวงการวิทยาศาสตร์ วงการแพทย์
ตลอดจนการพัฒนาทางเศรษฐกิจของไทย โดยในทางวิทยาศาสตร์นั้น จะก่อให้เกิดนวัตกรรมชีววัสดุ เป็นการพัฒนา
นวัตกรรมเทคโนโลยีการประดิษฐ์ที่มีต้นทุนต่ำ และเกิดการปฏิรูปงานวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทย
สำหรับในทางการแพทย์ วัสดุเย็บแผลชนิดย่อยสลายได้ผลิตจากแป้งข้าวเจ้า นับเป็นการพัฒนาวัสดุเย็บแผลชนิดใหม่
ที่มีราคาถูก เป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังเกิดการจดสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์
ทางการแพทย์ของไทย ในด้านของผลดีทางเศรษฐกิจนั้น นับว่าผลงานวิจัยชั้นนี้ เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ
จากฝีมือนักวิจัยไทย เพื่อช่วยลดการนำเข้า
ตลอดจนช่วยส่งเสริมการส่งออกผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ของ
-ประเทศไทยในอนาคต
และนับเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ผลงานวิจัย
“วัสดุเย็บแผลชนิดย่อยสลายได้ผลิตจาก
แป้งข้าวเจ้า” นี้ ได้รับการประกาศเกียรติคุณรางวัลชนะเลิศ
การประกวดบทความทางการแพทย์ ในหัวข้อนวัตกรรมใหม่
ของไหมเย็บแผลแห่งโลกอนาคตระดับประเทศ เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2551 ซึ่งจัดโดยบริษัทบี.บราวน์
(ประเทศไทย) จำกัด และเป็นตัวแทนของประเทศไทยเข้าไปประกวดระดับนานาชาติ ในหัวข้อ
“The Future of Sutures” (FUSU) ณ สำนักงานใหญ่ของ Aesculap Academy กรุงเบอร์ลิน
- ประเทศเยอรมันนีต่อไป
นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังได้วิจัยพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ที่เกี่ยวข้องกับข้าวเจ้าอีกหลายผลงาน อาทิ
ก้อนพรุนแบบอ่อนนุ่มสำหรับใช้ทดแทนกระดูกมนุษย์ผลิตจากข้าวเจ้าผสมกระดูกวัว แผ่นไฮโดรเจลที่มีฤทธิ์กรดผลิตจาก
ข้าวเจ้าสำหรับห้ามเลือดในงานผ่าตัด แผ่นฟองข้าวเจ้าที่อุ้มน้ำได้ปริมาณมากสำหรับใช้ห้ามเลือดในงานผ่าตัด
ซึ่งได้รับรางวัลเหรียญทอง ในสาขาสุขภาพ จากโครงการประกวดผลงานสิทธิบัตรการประดิษฐ์เพื่อเฉลิมพระเกียรติ
“ราชันแห่งปัญญา พัฒนาไทยให้ยั่งยืน” ซึ่งจัดโดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อ
เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสที่พระองค์ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา
- เมื่อปี 2550 ที่ผ่านมาด้วย.
---------------------------------------------------------------------------------------
ทีมวิจัย “วัสดุเย็บแผลชนิดย่อยสลายได้ผลิตจากแป้งข้าวเจ้า”
จากหน่วยวิจัยชีววัสดุและเครื่องมือแพทย์
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
รศ.นพ.สิทธิพร บุณยนิตย์ หัวหน้าโครงการวิจัย (คนกลาง)
นายอนุชา รักสันติ
นายอนิรุทธิ์ รักสุจริต
นายรังสฤษฏิ์ คุณวุฒิ
นางสาวพันธุ์ทิพย์ นนทรี
จากหน่วยวิจัยชีววัสดุและเครื่องมือแพทย์
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
รศ.นพ.สิทธิพร บุณยนิตย์ หัวหน้าโครงการวิจัย (คนกลาง)
นายอนุชา รักสันติ
นายอนิรุทธิ์ รักสุจริต
นายรังสฤษฏิ์ คุณวุฒิ
นางสาวพันธุ์ทิพย์ นนทรี
หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด (Robotic Surgery)
"หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด เทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยให้แผลเล็ก บาดเจ็บน้อย และฟื้นตัวเร็ว"
หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดคืออะไร? |
ในปัจจุับันเทคนิคการผ่าตัดโดยวิธีการบาดเจ็บน้อย (minimal invasive) ได้รับความนิยมอย่างสูง และด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีด้านการแพทย์ ส่งผลให้ประสิทธิภาพของหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็ว เพื่อเอาชนะข้อจำกัดด้านความสามารถของมนุษย์
การพัฒนาของหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดเริ่มมาจากระบบทางอุตสาหกรรมที่ใช้หุ่นยนต์ช่วยในการทำงานในที่เสี่ยงภัย เช่น บริเวณที่มีกัมมันตภาพรังสี ใต้มหาสมุทร หรือแม้กระทั่งในอวกาศ สำหรับทางการแพทย์บางครั้งศัลยแพทย์ไม่สามารถเข้าไปทำงานได้ทุกที่ เช่น บริเวณแนวหน้าของสงคราม หรือบริเวณทุรกันดารที่ต้องการศัลยแพทย์อย่างเร่งด่วน ทำให้มีการคิดค้น และริเริ่มการผ่าตัดทางไกลโดยใช้ศัลยแพทย์ควบคุมการทำงานของหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด
หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดเริ่มถูกนำมาใช้ทางการแพทย์ในปี 1985 ชื่อว่า PUMA ใช้ในการเจาะชิ้นเนื้อสมอง ต่อมาปี 1988 ดร.นาธาน จากมหาวิทยาลัย อิมพิเรียล แห่งลอนดอนได้พัฒนาหุ่นยนต์ที่ชื่อว่า Probot มาช่วยในการผ่าตัดผู้ป่วยต่อมลูกหมากโต หลังจากนั้นได้มีการพัฒนาหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดมาอย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบันหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดได้นำระบบ da Vinci และระบบควบคุมการเคลื่อนไหว AESOP และ ZEUS มาใช้ทำให้การผ่าตัดด้วยกล้องมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การเคลื่อนไหวของเครื่องมือในการผ่าตัดส่องกล้องธรรมดาสามารถหมุนได้สี่ทิศทาง ขณะที่การผ่าตัดโดยใช้หุ่นยนต์สามารถหมุนเครื่องมือได้ถึงเจ็ดทิศทาง ซึ่งเป็นประโยชน์ในการแก้ไขความผิดปกติได้อย่างแม่นยำ ประกอบกับเป็นกล้องที่สามารถทำให้ศัลยภาพมองเห็นภาพเป็นสามมิติได้ และมือของหุ่นยนต์ยังสามารถช่วยลดการมือสั่นจากการเมื่อยหล้าจากการผ่าตัดของศัลยแพทย์ได้
ปัจจุบันหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดได้นำระบบ da Vinci และระบบควบคุมการเคลื่อนไหว AESOP และ ZEUS มาใช้ทำให้การผ่าตัดด้วยกล้องมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การเคลื่อนไหวของเครื่องมือในการผ่าตัดส่องกล้องธรรมดาสามารถหมุนได้สี่ทิศทาง ขณะที่การผ่าตัดโดยใช้หุ่นยนต์สามารถหมุนเครื่องมือได้ถึงเจ็ดทิศทาง ซึ่งเป็นประโยชน์ในการแก้ไขความผิดปกติได้อย่างแม่นยำ ประกอบกับเป็นกล้องที่สามารถทำให้ศัลยภาพมองเห็นภาพเป็นสามมิติได้ และมือของหุ่นยนต์ยังสามารถช่วยลดการมือสั่นจากการเมื่อยหล้าจากการผ่าตัดของศัลยแพทย์ได้
ข้อดีและข้อจำกัดของหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด |
ข้อดีของหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด
- แผลผ่าตัดมีขนาดเล็กลง
- ผู้ป่วยสามารถฟื้นตัวได้เร็วกว่าการผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้อง
- ค่าใช้จ่ายในการพักฟื้นที่โรงพยาบาลไม่สูงมาก เนื่องจากใช้เวลาพักฟื้นระยะสั้น โดยเฉลี่ยแล้วผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้ภายใน 2-3 วันหลังจากการผ่าตัด
- ลดการมือสั่นจากการเมื่อยหล้าจากการผ่าตัดของศัลยแพทย์
ข้อจำกัดหรือข้อเสียหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด
- ค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดค่อนข้างสูง เนื่องจากตัวหุ่นยนต์มีราคาแพงประกอบกับค่าบำรุงรักษาสูง
- ศัลยแพทย์ที่ใช้หุ่นยนต์ต้องได้รับการฝึกฝนและอบรมมาจนเชี่ยวชาญถึงสามารถใช้หุ่นยนต์ผ่าตัดได้
- ศัลยแพทย์จะขาดความรู้สึกอ่อน แข็งจากการสัมผัสเนื้อเยื่อที่เป็นโรคกับเนื้อเยื่อปกติ
การผ่าตัดโดยใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดที่ รพ.กรุงเทพภูเก็ต มีบริการดังนี้ |
- ศัลยกรรมระบบทางเดินปัสสาวะ
- ศัลยกรรมทั่วไป
- ศัลยกรรมระบบลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
- สูตินรีเวช
ลู่วิ่งกึ่งไร้น้ำหนัก หรือ ลู่วิ่งต้านแรงโน้มถ่วง (Anti-Gravity Treadmill)"นิยามใหม่ของการออกกำลังกาย ที่ช่วยให้คุณรู้สึกเสมือนอยู่บนดวงจันทร์"ลู่วิ่งกึ่งไร้น้ำหนักช่วยให้การวิ่งออกกำลังกายเป็นเรื่องง่ายสำหรับผู้ป่วยเบาหวานที่มีบาดแผล ผู้สูงอายุที่มีการทรงตัวไม่ดี หรือผู้ที่มีปัญหาการลงน้ำหนักที่ข้อเข่าหรือฝ่าเท้า เนื่องจากลู่วิ่งกึ่งไร้น้ำหนักจะทำให้ผู้ป่วยอยู่ในสภาวะเสมือนไร้น้ำหนัก จึงส่งผลให้อาการเจ็บปวดของขา (Lower Extremities) ลดลงและช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายที่ได้ผลดียิ่งขึ้นเครื่อง AlterG Anti-gravity Treadmill คิดค้นและพัฒนาเพื่อช่วยพยุงคนไข้ในสภาวะที่ปลอดภัย เพื่อลดแรงจากน้ำหนักตัว อันมีประโยชน์ช่วยในการลดแรงกระแทกที่จะกรำทำลงบนข้อต่อต่างๆในร่างกาย ได้แก่ ข้อเข่า ข้อสะโพก และข้อเท้า อันมีผลทำให้การออกกำลังกายเพื่อการบำบัดรักษาเห็นผลได้เร็ว ผู้ป่วยมีความมั่นใจในการออกกำลังกายมากยิ่งขึ้น ในผู้ที่ผ่าตัดข้อเข่า ผู้สูงอายุ นักกีฬาทีได้รับการบาดเจ็บ ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากเกินไป หรือผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบประสาท และระบบกล้ามเนื้อที่ทำให้ไม่สามารถเดินได้อย่างปกติได้
|
การตรวจลำไส้เล็กด้วยวิธีการกลืนแคปซูล (Capsule Endoscopy)"แคปซูลจิ๋ว...วิวัฒนาการใหม่ของการวินิจฉัยโรคทางเดินอาหาร"
ภาวะลำไส้อุดตันจากการตีบแคบของลำไส้ ซึ่งเกิดได้จากการอักเสบของลำไส้ เคยผ่าตัดช่องท้องหรือก้อนเนื้องอก ซึ่งจะทำให้มีอาการท้องอืด ปวดท้อง และ/หรืออาเจียนขณะกลืนแคปซูล หากมีอาการดังกล่าวควรรีบแจ้งแพทย์ทันที |
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)









