วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2558

เครื่องมือแพทย์ไทย พื้นฐาน


เครื่อง มือแพทย์นั้นแบ่งได้เป็น 4 ประเภทใหญ่ ๆ ด้วยกัน คือ1. อุปกรณ์ผ่าตัด และอุปกรณ์การแพทย์ เช่น มีดผ่าตัด กรรไกรผ่าตัด เครื่องวัดความดัน ปรอท
วัดไข้ เป็นต้น
2. บริภัณฑ์การแพทย์ เช่น เครื่องเอกซเรย์ เครื่องอัลตราซาวด์ เครื่องสลายนิ่ว เป็นต้น
3. วัสดุการแพทย์และวัสดุฝังในทางศัลยกรรม เช่น ถุงมือยางทางการแพทย์ ผ้าก๊อซ ซิลิโคน
(Silicone)
4. เครื่องมือแพทย์เฉพาะทาง เช่น ชุดน้ำยาตรวจการติดเชื้อ เอชไอวี (HIV) ชุดตรวจ
น้ำตาล ในปัสสาวะ เครื่องมือทันตกรรม เป็นต้น
สำหรับในความหมายที่สี่นี้ ปัจจุบันได้มีการออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข กำหนดให้ผลิตภัณฑ์นั้นเป็นเครื่องมือแพทย์ หลายผลิตภัณฑ์ด้วยกัน อาทิ เช่น

 ถุงยางอนามัย ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2535



 เครื่องตรวจวัดระดับหรือปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกาย เป็นต้น


 อุปกรณ์ ชื่ออังกฤษ การใช้งาน
 หูฟังแพทย์ Stethhoscope ช่วยฟังเสียงการอัตราการเต้นของหัวใจ
 เข็มฉีดยา hypodermic syringe เข็มฉีดยาสำหรับฉีดสารหรือยาเข้าร่างกาย
 เครื่องวัดความดันโลหิตGet Upper Arm Blood Pressure Mon เอาไว้วัดความดันร่างกายและอัตราการเต้นของหัวใจว่าปกติหรือไม่  และวัดปริมาณออกซิเจนในเลือด
 ผ้าพันแผล Bandagesใช้ห้ามเลือด, ป้องกันการติดเชื้อ,พันเฝือกในรายกระดูกหัก,ใช้ยึดผ้าปิดแผลให้อยู่กับที่ เอาไว้ยึดกระดูกที่หัก หรืออวัยวะที่แพลง   ซึ่งมี 2 แบบด้วยกันเช่นแบบธรรมดา  และแบบยีดได้
ถาดเครื่องมือ Medical tray เอาไว้ใส่อุปกรณ์ทำแผล เช่น แผลผ่าตัด
 สำลี cotton เอาไว้เช็ดทำความสะอาดบาดแผล ป้องกันเชื้อโรค ใช้กับแอลกอฮอล์หรือเบตาดีน ฯลฯ 
 ผ้าก๊อซ gauze dressing ใช้สำหรับพันแผล ปิดแผล ป้องกันอากาศหรือเชื้อโรคเข้าปากแผล
 ปรอทวัดไข้ Themometer ใช้วัดอุณหภูิมิร่างกาย  ดูว่าเป็นไข้หรือไม่
 กรรไกรตัดไหม Metzenbaum เอาไว้ตัดด้ายไหม ตอนเย็บ
 ผ้าปิดปาก mask เอาไว้ปิดปาก ปิดจมูกป้องกันเชื้อโรคแพร่เข้าสู่ร่างกายตนเอง หรือจากร่างกายตนเองไปสูคนอื่น
 ชามรูปไต Emesis Or Plus Basin เอาไว้ทิ้งสิ่งของสกปรกเช่น สำลีที่เช็ดแผลแล้ว
 คีมคีบแผล Dressing Forceps ใช้คียอุปกรณ์ทำแผล คีบแผล
กระบอกปัสสาวะหญิงFemale Urinal ให้คนไข้หญิงฉี่ใส่เพื่อตรวจโรค
กระบอกปัสสาวะชายแบบนอนและตั้งMale Urinal (Horizontal) and Vertica ให้คนไข้ชายฉี่ใส่เพื่อตรวจโรค
 ผ้าคล้องแขน Arm slingใช้กรณีที่มีกระดูกต้นแขนหัก หรือกระดูกปลายแขนหัก เมื่อตกแต่งบาดแผลและเข้าเฝือกชั่วคราวเรียบร้อยแล้ว จะคล้องด้วยผ้าคล้องแขน เพื่อป้องกันอาการบวม หรืออักเสบ

ติดปีกอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ไทยทะยานสู่อาเซียน



ทราบกันบ้างหรือไม่ว่า...ไทย เป็น 1 ใน 2 ประเทศในกลุ่มภูมิภาคอาเซียนที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (aging society) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว กล่าวคือ มี ประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป อยู่มากกว่า 7 ล้านคน หรือคิดเป็น 10 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมด และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มจำนวนสูงขึ้น เรื่อย ๆ โดยอุตสาหกรรมที่จะได้รับอานิสงส์จากการที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ คือ กลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการแพทย์และสาธารณสุข รวมถึง อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับเครื่องมือแพทย์ด้วย จากนโยบายรัฐบาลที่จะยกระดับประเทศไทยให้เป็น Medical Hub of Asia สิ่งท้าทายประการหนึ่งที่สำคัญ คือ การพัฒนาให้กลุ่มอุตสาหกรรม เครื่องมือแพทย์มีศักยภาพในการผลิตอุปกรณ์การแพทย์ขั้นสูงเพื่อทดแทนการนำเข้าได้ และ/หรือมีการผลิตเครื่องมือแพทย์ที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อเป็นบันได ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์ทางการแพทย์ในอนาคต อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ไทย ติดปีกทะยานสู่อาเซียนไทยเมด”หรือ สมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเครื่องมือแพทย์ไทย (Thai Medical Device Technology Industry Association: THAIMED) นับเป็นองค์กรสำคัญที่จะเป็น “เจ้าภาพ” ในการประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา สถาบันวิจัย เพื่อขับเคลื่อน ผลักดัน ให้อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ของไทย ก้าวสู่ดวงดาว “สิ่งที่เราอยากเห็นและอยากเป็น คือ ผู้ประกอบการสามารถผลิตอุปกรณ์การแพทย์ ได้เองเพื่อลดการนำเข้า ในปีพ.ศ.2558 และในปี พ.ศ.2563 เราจะต้องสามารถผลิตอุปกรณ์ การแพทย์ที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูงและต่อยอดเทคโนโลยีเดิมให้มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น รวม ทั้งเป็นศูนย์กลางการผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์การแพทย์” เภสัชกรปรีชา พันธุ์ติเวช นายกสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเครื่องมือแพทย์ไทย (ไทยเมด) กล่าวเปิด ประเด็นเพื่อนำเราเข้าสู่เป้าหมายและภารกิจของไทยเมดที่ต้องทำให้บรรลุ แต่ ก่อนจะกล่าวถึงยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย “การรู้เขารู้เรา” จะเป็นกุญแจ ดอกแรกที่จะนำเราไปสู่การมองเป้าหมายได้ชัดเจนยิ่งขึ้น “หากถามว่าประเทศไทยมีศักยภาพหรือไม่ในตลาดเครื่องมือแพทย์? ก่อนอื่นต้องดูขีดความสามารถทางการแข่งขันในภาพรวมของประเทศ จาก รายงาน IMD World Competiveness Yearbook 2012 ระบุว่า ประเทศไทย มีขีดความสามารถทางการแข่งขันอยู่ในอันดับที่ 30 ของโลก และอยู่ใน อันดับที่ 3 ในกลุ่มประเทศอาเซียน เป็นรองสิงคโปร์ และมาเลเซีย ซึ่งถือว่า อยู่ในเกณฑ์ที่สามารถแข่งขันได้ สำหรับอุตสาหกรรมการแพทย์ของไทย ถือว่าไม่น้อยหน้า เพราะมีทิศทางและมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะให้ ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์สำหรับภูมิภาคอาเซียน                                                                                  

เภสัชกรปรีชา พันธุ์ติเวช นายกสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเครื่องมือแพทย์ไทย (ไทยเมด)

วันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2558


"ความพร้อมด้านการแพทย์ไทย เมื่อก้าวสู่ประชาคมอาเซียน - AC


ประเทศไทยได้สร้างความตื่นตะลึงให้กับวงการแพทย์ทั่วโลกอีกครั้ง เมื่อแพทย์ไทยเผยผลงานวิจัยเกี่ยวกับการรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีในระยะแรก ว่ามีโอกาสหายขาดได้เมื่อกินยาติดต่อกันไม่เกิน ปี ข่าวนี้ยังคงกรุ่นอยู่ในกระแส เพราะเป็นความภูมิใจที่ยิ่งใหญ่ของคนไทย ที่เกิดขึ้นยังไม่พ้นเดือน   

ในช่วงเวลาเดียวกัน ประเทศไทยได้จัดเวิร์กชอป "Masterclass Project : Rhinoplasty” ขึ้นครั้งแรกในเอเชีย  เพื่อสาธิตวิธีผ่าตัดเสริมจมูกด้วยการปลูกถ่ายไขมันแทนการใช้แท่งซิลิโคน ให้กับแพทย์ศัลยกรรมกว่า 200 คนจากสิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ฮ่องกง แคนนาดาและอังกฤษ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการประกาศฝีมือหมอไทย ว่าเหนือชั้นกว่าเกาหลี หลังพบว่าชาวต่างชาติมาใช้บริการศัลยกรรมความงามมากกว่า 1.4 ล้านคน/ปี  ขณะที่ศัลยกรรมการแปลงเพศ ไทยก็เป็นประเทศเดียวในเอเชียที่สามารถผ่าตัดแปลงเพศได้ทั้งจากชายเป็นหญิงและหญิงเป็นชาย มีชื่อเสียงถึงขนาดต่างชาติเหมาทัวร์กันมาเสริมสวย..ทำหล่อ ประเทศไทยจึงเป็นศูนย์รวมการผ่าตัดแปลงเพศที่ใหญ่ที่สุดของโลกเช่นกัน

ก่อนหน้าเพียงปีเดียว โรงพยาบาลศิริราชก็ได้ประกาศถึงความสำเร็จในการใช้หุ่นยนต์ผ่าตัดข้อเข่าได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ หลังจากที่เคยประสบความสำเร็จในการใช้หุ่นยนต์ดาวินชี่ ผ่าตัดมะเร็งต่อมลูกหมาก โรคในช่องท้องและการผ่าตัดทางนรีเวชมาแล้ว 

...มากมายสำหรับชื่อเสียงและจุดแข็งทางการแพทย์ ที่ทำให้ประเทศไทยมีความได้เปรียบและความพร้อมที่จะเป็นผู้นำทางการแพทย์ในลำดับต้นๆของโลก และเป็นศูนย์กลางสุขภาพ หรือ เมดิคัล ฮับ (Medical Hub) ของภูมิภาค เมื่อก้าวสู่ประชาคมอาเซียน ซึ่งนอกจากแพทย์ไทยจะได้รับการยอมรับด้านความสามารถ ในระดับสากลแล้ว จากข้อมูลของฝ่ายวิจัยธุรกิจ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือเอ็กซ์ซิม แบงค์ ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีโรงพยาบาลที่ได้มาตรฐาน Joint Commission International: JCI Accreditation ของสหรัฐอเมริกา จำนวน 24 แห่ง ถือว่ามากที่สุดในอาเซียน และผ่านมาตรฐานการดูแลสุขภาพในระดับโปรแกรมเฉพาะทางอีก 11 แห่ง เช่น โรคหัวใจ มะเร็งเต้านม โรคหลอดเลือดสมอง และโรคไต สะท้อนว่าโรงพยาบาลในประเทศไทยมีความโดดเด่นด้านมาตรฐานของสถานพยาบาล ขณะที่อัตราค่าบริการยังต่ำกว่าประเทศคู่แข่งอย่างสิงคโปร์ ทำให้ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบที่เกื้อหนุนให้สามารถดึงดูดผู้ป่วยต่างชาติเข้ามาใช้บริการรักษาพยาบาลได้มากที่สุดในเอเชีย นำรายได้เข้าประเทศกว่า 120,000 ล้านบาทต่อปี  ซึ่งการเดินทางเข้ามาของชาวต่างประเทศ สูงถึงร้อยละ 60 เข้ามาเพื่อรักษาสุขภาพโดยตรง โดยญี่ปุ่นและตะวันออกกลางเป็นลูกค้าที่ใช้บริการสูงสุด และบริการทางแพทย์ที่เป็นที่นิยมเรียงตามลำดับ คือ ตรวจสุขภาพทั่วไป ศัลยกรรมความงาม ทันตกรรม ศัลยกรรมกระดูก และผ่าตัดหัวใจ  มีโรงพยาบาลในระดับพรีเมียมที่เป็นหน้าตาของประเทศ  คือ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์และกลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ ใครเส้นเอ็นฉีกขาด ก็ต้องบินมารักษาที่โรงพยาบาลกรุงเทพ เพราะมีชื่อเสียงดังไปไกลในเรื่องนี้
ก่อนหน้านี้ ประเทศที่ประกาศตัวท้าชิงจะเป็นเมดิคัล ฮับ ทางการแพทย์กับไทย ได้แก่ เกาหลี อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และอินเดีย แต่ขณะนี้ล้มเลิกหมด เช่นกรณีมาเลเซีย ที่เคยดึงดูดชาวยุโรปให้ใช้บริการศัลยกรรมเสริมเต้านม ด้วยโปรโมชั่นแถมที่พักในบรรยากาศหุบเขา แต่การให้บริการเรียกว่าทำได้ไม่ถึง โครงการจึงต้องพับไป จะดังก็คือเกาหลีที่สร้างกระแสการศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าได้แรง แต่หากวัดกันที่จำนวนผู้ป่วยต่างชาติที่เข้ามารักษา ขณะนี้ยอดชาวต่างชาติที่เข้ารับการรักษาพยาบาลในไทยสูงกว่า 1.4 ล้านคน เรียกว่ามากที่สุดในโลกเมื่อเปรียบเทียบกับยอดคนไข้ต่างชาติในประเทศอื่นๆ 
ปัจจุบันผู้ชายเองก็นิยมทำศัลยกรรมเช่นกัน อย่างเช่น การปลูกผม ซึ่งไทยก็มีความเชี่ยวชาญและทำได้รวดเร็วไม่แพ้สหรัฐอเมริกา โดยการนำเซลล์ที่อยู่บริเวณท้ายทอยมาปลูกแทนผมส่วนที่หายไป และนอกจากความเชี่ยวชาญและการประหยัดเวลาที่เป็นจุดแข็งด้านการศัลยกรรมของไทยแล้ว ในเรื่องของค่าใช้จ่ายในไทยก็ยังถูกกว่าประเทศอื่น ๆ 
ส่วนเรื่องทันตกรรม ก็เป็นบริการทางแพทย์ของไทยที่กำลังเป็นที่นิยมของต่างชาติ  เนื่องจากทันตแพทย์ไทยสามารถจัดฟัน ถอนฟัน แล้วทำรากเทียมได้เสร็จภายในวันเดียว โดยคนไข้มีอาการบอบช้ำภายหลังการรักษาน้อย เราจึงถือว่าเป็นหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นในด้านความเชี่ยวชาญงานฝีมือที่ทำได้สวยงามและรวดเร็ว รวมถึงการคำนึงถึงเรื่องการทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ของฟัน เพื่อไม่ให้มีปัญหาติดตามมาอีกด้วย  
จากความพร้อมในการให้บริการทางการแพทย์  ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นผู้นำในตลาดการแพทย์ของเอเชียอย่างชัดเจน หรือมองอีกนัยหนึ่ง เป้าหมายที่จะก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการแพทย์ของเอเชีย (Medical Hub of Asia) ได้บรรลุผลสำเร็จแล้ว การันดีได้จาก ..ใครที่เดินทางเข้ามาประเทศไทย สามารถทำฟัน ปลูกผม และแปลงเพศได้ในคราวเดียวกัน....